Home / การตั้งครรภ์รายเดือน / อายุครรภ์และการเปลี่ยนแปลงคุณแม่ตั้งครรภ์ 1-9 เดือน

อายุครรภ์และการเปลี่ยนแปลงคุณแม่ตั้งครรภ์ 1-9 เดือน




อายุครรภ์ คุณแม่สามารถดูได้อย่างไร และวิธีการคำนวณครรภ์นั้นก็สามารถทำได้แต่อยู่ที่ว่าคุณแม่จะสามารถนับเป็นหรือไม่ซึ่งถ้าหากว่าคุณแม่สามารถนับอายุครรภ์และกำหนดวันคลอดได้คุณแม่ก็จะได้มีการเตรียมตัวล่วงหน้าเป็นประโยชน์หลากหลายอย่าง ซึ่งเราจะมาดูกันว่า วิธีการดูว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างเมื่อเริ่มต้น 1 เดือนแรก และสามารถดูการเปลี่ยนแปลงต่างๆของอายุครรภ์คุณแม่เริ่มต้นตั้งแต่ การตั้งครรภ์เดือนที่ 1-9 และสามารถตรวจสอบอายุครรภ์ได้ด้วยวิธีการคำนวณอายุครรภ์ ซึ่งเราจะมาดูกันว่า อายุครรภ์ต่างๆในแต่ละเดือนนั้นมีความเปลี่ยนแปลงใดๆบ้าง

อายุครรภ์ 1 เดือน

อายุครรภ์ 1 เดือน

อายุครรภ์ คุณแม่สามารถดูได้อย่างไร และวิธีการคำนวณครรภ์นั้นก็สามารถทำได้แต่อยู่ที่ว่าคุณแม่จะสามารถนับเป็นหรือไม่ซึ่งถ้าหากว่าคุณแม่สามารถนับอายุครรภ์และกำหนดวันคลอดได้คุณแม่ก็จะได้มีการเตรียมตัวล่วงหน้าเป็นประโยชน์หลากหลายอย่าง ซึ่งเราจะมาดูกันว่า วิธีการดูว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างเมื่อเริ่มต้น 1 เดือนแรก

การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย

ช่วงเดือนแรกนั้นมีคุณแม่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่าตัวเองท้อง เพราะอาการต่างๆ แทบจะไม่แสดงออกมา ทางด้านร่างกายนั้นไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วในเดือนแรกที่ตั้งครรภ์นั้นก็มีอาการแต่ตัวคุณแม่เองอาจจะไม่รู้ตัวอย่างเช่น ง่วงนอนอยู่ตลอดเวลา อยากจะทานไปซะทุกอย่าง ทานเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มสักที ซึ่งบางคนอาจจะไม่ได้สังเกตตัวเองค่ะ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแน่ ๆ เลยนั่นคือจะขาดประจำเดือนหากคุณไม่แน่ใจว่าท้องหรือเพราะเครียดแนะนำให้ซื้อที่ตรวจครรภ์มาตรวจถ้าผลออกมาว่าท้องให้รีบไปฝากครรภ์ค่ะ

วิธีการปฏิบัติตัว

ช่วงนี้ถ้าหากว่าคุณแม่เริ่มรู้สึกมีอาการฉุนเฉียวปวดปัสสาวะบ่อยหรือว่าประจำเดือนหายไป ถ้าหากยังไม่แน่ใจและยังไม่ได้ตรวจครรภ์ไม่ควรรับประทานเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เพราะจะทำลายทารกในครรภ์ได้โดยที่คุณแม่ไม่รู้ตัวและทารกที่เกิดออกมาจะมีอาการพิการทางด้านพัฒนาการต่างๆ และคุณแม่ควรเลิกสูบบุหรี่ถ้าหากว่ายังมีลักษณะการเสพอยู่ไม่ใช่เพื่อตัวของคุณแม่เพียงอย่างเดียวที่หยุดละเลิกพฤติกรรมนี้ แต่เพื่อทารกในครรภ์ที่จะเติบโตออกมาเป็นเด็กที่น่าภายในสังคม

 

อายุครรภ์ 2 เดือน

อายุครรภ์ 2 เดือน

พัฒนาการที่สำคัญระหว่างตั้งครรภ์คุณแม่ก็ควรที่จะมีการตรวจสอบดูอย่างสม่ำเสมอไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายเมื่อเข้าสู่เดือนและไตรมาสต่างๆ และสิ่งที่สำคัญที่คุณแม่ควรตรวจสอบคือ อายุครรภ์ 2 เดือนเพราะเมื่อผ่านพ้นจากเดือนแรกแล้ว จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างๆกายในส่วนต่างๆบ้างเราจะมาดูกัน

การเปลี่ยนแปลงของคุณตั้งครรภ์และการพัฒนาการทารกภายในครรภ์

ช่วงนี้เด็กทารกในท้องจะมีพัฒนาการเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คุณอาจจะไม่รู้สึกเพราะว่าตัวอ่อนยังเล็กมากค่ะ อวัยวะภายในต่าง ๆ ครบหมด อัตราการเต้นของหัวใจจะเริ่มเต้นแรงขึ้นกว่าเดิม แต่ทั้งนี้ส่วนลำตัวยังคงเล็กกว่าส่วนตัวค่ะ หากว่าไปซาวดูละก็จะเห็นว่าเขาเริ่มมีหน้าตาที่ชัดขึ้น ถือเป็นพัฒนาการเริ่มแรก คุณแม่สามารถมีส่วนช่วยด้วยการทานอาหารที่เป็นประโยชน์ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายเบา ๆ เพื่อให้เลือดสูบฉีดได้ดี ที่พอจะไปหล่อเลี้ยงชีวิตเล็ก ๆ ในท้องค่ะ

สิ่งที่คุณแม่สมควรปฏิบัติ

คุณแม่ควรที่จะมีการออกกำลังกายเบาๆ แต่ในช่วงนี้สามารถเดินเร็วได้ บางคุณแม่อายุครรภ์ 2 เดือน ก็จะเกิดอาการคือ แพ้ท้องบ่อยขึ้น การเดินออกกำลังกายสามารถช่วยได้ระดับหนึ่งและช่วยให้คุณแม่แข็งแรง และที่สำคัญควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำให้มากๆเพื่อลดอาการแพ้ท้อง และเติมเต็มน้ำในร่างกายที่สูญเสียไปด้วยรวมถึงสารอาหารต่างๆที่คุณแม่ขาดไปเมื่ออาเขียนออกมาและถ้าหากมีอาการใดๆผิดปกติควรพบแพทย์และไม่ควรออกกำลังกายหนักเพราะอาจจะทำให้ทารกในครรภ์แท้งได้ในช่วงนี้

 

อายุครรภ์ 3 เดือน

อายุครรภ์ 3 เดือน

คุณแม่รู้ไหมระหว่างตั้งครรภ์คุณแม่จะมีร่างกายที่อ่อนแอ อันเนื่องมาจากอาการแพ้ท้องของคุณแม่ที่เกิดขึ้น และทำให้ได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอ อาการไม่สบายตัวทำให้นอนหลับไม่เพียงพอ และอื่นๆอีกหลายอย่างอาจจะทำให้คุณแม่ไม่สบายได้และถ้าหากว่าโชคร้ายอาจจะเสี่ยงเป็นหัดเยอรมันได้ระหว่างอายุครรภ์ 3 เดือน ซึ่งเราจะมาดูกันว่าหัดเยอรมันนั้นจะมีอาการอย่างไรบ้าง

อาการของหัดเยอรมันระหว่างตั้งครรภ์

โรคร้ายแรงของคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ควรระวังให้เป็นพิเศษ เพราะโรคหัดเยอรมันสามารถทำให้ทารกมีอาการผิดปกติได้เช่นเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว หรือไม่ก็พิการค่ะ นั้นเมื่อทราบว่าตัวเองตั้งครรภ์ควรจะไปฝากท้องและทำการฉีดวัคซีนตามที่แพทย์นัด อย่างการฉีดวัคซีนต้านโรคหัดเยอรมันถือว่าช่วยป้องกันได้ค่ะ แต่ถ้าคุณแม่ยังเป็นกังวลอยู่ให้หลีกเลี่ยงการอาศัยปนกับผู้ป่วยที่เป็นหวัดก็จะทำให้ปลอดภัยได้ในอีกระดับหนึ่ง หมั่นออกกำลังกายแบบเบา ๆ อยู่เสมอเมื่อตัวคุณมีสุขภาพแข็งแรงก็จะส่งผลไปสู่ลูกน้อยด้วยค่ะ

วิธีการแก้ไข

เมื่อคุณแม่รู้ตนเองว่าตั้งครรภ์ควร ไปหาแพทย์และฝากครรภ์ให้เรียบร้อยเพื่อหาโรคแทรกซ้อนต่างๆและฉีดวัคซีนสำหรับกันโรคแทรกซ้อนต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้ระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งถ้าหากเกิดขึ้นมาจะเกิดอันตรายต่อตัวทารกและคุณแม่ได้เนื่องจากภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ และไม่ควรที่จะเข้าไปอยู่กับผู้ที่มีลักษณะเป็นหวัดหรือเป็นไข้ต่างๆนั่นเพราะว่าคุณแม่อาจจะสามารถติดเชื้อได้ง่ายขึ้น และควรจะรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลับให้เพียงพอเพื่อสุขภาพที่ดี

 

อายุครรภ์ 4 เดือน

อายุครรภ์ 4 เดือน

สิ่งที่ควรระวังถ้าหากมีอาการท้องนอกมดลูกระหว่างตั้งครรภ์นั้นอาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะว่าในระหว่างตั้งครรภ์อาจจะเหมือนท้องโตตามปกติแต่คุณแม่ไม่รู้เลยว่า ทารกที่เจริญเติบโตมานั้นท้องนกมดลูกหรือไม่และจะเกิดอันตรายใดๆตามมาไหมถ้าหากว่ามีอาการท้องนอกมดลูก ซึ่งมาดูถึงความอันตรายเมื่อก้าวเข้าสู่อายุครรภ์ 4 เดือนกันว่ามีอันตรายใดๆบ้าง

อันตรายของการท้องนอกมดลูก

การท้องนอกมดลูกน้อยเป็นเรื่องที่อาจะเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ค่ะ เพราะตัวอ่อนฝังไม่ถูกที่ทำให้เจริญเติบโตนอกมดลูก สัญญาณที่ทำให้คุณทราบได้ว่าท้องนอกมดลูกหรือไม่คืออาการปวดค่ะ ปวดหน่วง ๆ เหมือนอยากจะปัสสาวะตลอดเวลา จนถึงปวดร้าวไปตามกระดูกสันหลังและหัวไหล่ อาการรุนแรงสุดคือ เลือดออกทางช่องคลอด หากมีอาการดังนี้ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรักษาโดยด่วนค่ะ หากช้าเพียงนิดเดียวอาจะทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ เพราะท่อนำไข่อาจจะแตกจนต้องรีบเข้ารับการผ่าตัดออกโดยด่วน

เพราะอะไรถึงเกิดอาการท้องนอกมดลูก

ส่วนใหญ่แล้วจากสาเหตุที่พบเจอบ่อยครั้งเกิดอันเนื่องมาจาก มีการรับประทานยาคุมกำเนิดฉุกเฉินทำให้ไข่ไม่พร้อมที่จะฝังตัวภายในมดลูกจึงเข้าไปฝังตัวที่ท่อนำไข่และท่อนำไข่ไม่สามารถขยายตัวได้ถ้าหากมีการขยายใหญ่ขึ้นของตัวทารกจะทำให้ ท่อนำไข่แตกได้และคุณแม่อาจจะถึงแก่ชีวิตได้ในที่สุดอันเนื่องมาจากการฝังตัวที่ผิดที่และการแตกของท่อนำไข่ระหว่างตั้งครรภ์นับว่าเป็นอันตรายมากจากการรับประทานยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน

 

อายุครรภ์ 5 เดือน

อายุครรภ์ 5 เดือน

เมื่อมีอายุครรภ์ที่เพิ่มมากขึ้นตามครรภ์ของคุณแม่ก็ย่อมที่จะเสี่ยงมีโรคแทรกซ้อนต่างๆเข้ามาถ้าหากว่าคุณแม่ไม่มีการตรวจครรภ์และเฝ้าระวังอย่างดีก็อาจจะทำให้เกิดอาการต่างๆที่ไม่ดีได้ต่อตัวคุณแม่เองดังนั้นควรศึกษาและดูเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนต่างๆในแต่ละอายุครรภ์และวิธีการปฏิบัติตัวเพื่อที่จะทำให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น

ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น




ภาวะแทรกซ้อนที่ว่านี้คือโรคซึมเศร้าค่ะ ในคุณแม่บางรายนั้นจะมีการซึมต้องการอยู่คนเดียวลำพัง ไม่สนใจกิจกรรมใด ๆ มีอาการนอนไม่หลับเนื่องจากคิดมาก ซึ่งเป็นความคิดลบมากกว่าความคิดบวก อาการซึมเศร้าเช่นนี้ไม่เป็นผลดีต่อตัวคุณแม่และเด็กในครรภ์ค่ะ เพราะอารมณ์นั้นส่งผลกับลูกน้อยเมื่อคลอดและเติบโตออกมาเด็กจะกลายเป็นคนที่มีปัญหาทางด้านอารมณ์ค่ะ ฉะนั้นหากคนรอบข้างเริ่มเห็นว่าคุณแม่มือใหม่มีพฤติกรรมดังนี้ให้รีบพาไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางแก้ไขโดยด่วนค่ะ เพื่อสุขภาพจิตที่ดีของแม่และเด็ก

วิธีการแก้ไข

คุณแม่ควรจะเป็นคนที่มีจิตใจแจ่มใสอารมณ์ดีเพราถ้าหากว่ามีความเครียด จะส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้ และจะทำให้ทารกที่เกิดมามีสมาธิที่สั้น ไม่สามารถที่จะเลี้ยงได้อย่างง่าย และทาร้ายทารกในด้านพัฒนาการต่างๆอีกอันเนื่องมาจากจิตใจที่เครียดหรือจิตใจที่มีการปิดกลั้นต่างๆของคุณแม่ระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นถ้าหากว่าคุรแม่รักลูกก็ไม่ควรที่จะเครียดเพื่อสุขภาพที่ดีของคุณแม่และทารกภายในครรภ์

 

อายุครรภ์ 6 เดือน

อายุครรภ์ 6 เดือน

การดูแลตัวเองเพื่ออายุครรภ์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆก็คือสิ่งที่ดีที่คุณแม่ควรทำนั่นเพราะว่า เวลาที่คุณแม่เป็นหวัดจะทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมได้ดังนั้นถ้าหากว่าคุณแม่ต้องการที่จะดูแลตัวเองก็ควรที่จะศึกษาอาการและควรดูแลสุขภาพด้วยกินอาหารที่มีประโยชน์และมีการออกกำลังกายผ่อนคลายตัวเองเบาๆหาฟังเพลงเพื่อผ่อนคลายความรู้สึกต่างๆอันเนื่องมาจากการไม่สบายตัวและอื่นๆ ซึ่งเราจะมาดูกันว่า โรคอะไรบ้างที่คุณแม่ส่วนใหญ่จะเป็นเมื่ออายุครรภ์ได้ 6 เดือน

โรคหวัดภัยใกล้ตัวคุณแม่ตั้งครรภ์

สำหรับคุณแม่ที่อยู่ในช่วงการตั้งครรภ์ในเดือนที่ 6 ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเลยค่ะ เพราะช่วงนี้ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดไม่ว่าส่วนของท้องที่โตขึ้น อาการครั้นเนื้อครั้นตัวที่เกิดจากความอึดอัด หากว่าดูแลตัวเองไม่ดีละก็ โรคหวัดอาจจะมาเยือนได้ง่าย ๆ เลยค่ะ แม้ว่าโรคหวัดอาจจะไม่ใช่โรคร้ายแรงอะไร แต่สำหรับคุณแม่แล้วล่ะก็ อาจจะมีผลกระทบไปสู่ลูกในท้องได้ค่ะ ฉะนั้นต้องรีบรักษาก่อนที่ไข้หวัดจะพัฒนาไปเป็นเชื้อโรคที่อันตรายมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นอาการไซนัสอักเสบ และอาการเป็นหนองต่างๆภายในโพรงจมูกจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตและสุขภาพของคุณแม่เป็นอย่างมากรวมถึงอาการหายใจไม่ออกตอนกลางคืน แม้ว่าปกติจะมีอาการหายใจลำบากอยู่แล้วยิ่งมีอาการคัดจมูกจะทำให้การนอนมีประสิทธิภาพที่น้อยลงและเป็นสาเหตุที่อาจจะทำให้มีโรคแทรกซ้อนอื่นๆเกิดขึ้นมาได้

วิธีการดูแลสุขภาพ

ไม่ควรเข้าไปคลุกคลีกับผู้ที่มีอาการเป็นไข้หวัด ไอจาม ต่างๆเพราะคุณแม่อาจจะติดเชื้อได้ง่ายและทำให้มีอาการต่างๆที่ไม่สบายตัวและสิ่งที่น่ากลัวเลยก็คือการปรับร่างกายไม่ทันเนื่องมาจากอากาศที่เปลี่ยนแปลงอาจจะทำให้คุณแม่มีอาการหนาวสั่นจนไม่สบายได้ดังนั้นควรดูแลสุขภาพให้ดีๆเพราะเมื่ออายุครรภ์ 6 เดือนก็ใกล้ที่จะคลอดเจ้าตัวน้อยอยู่แล้ว

 

อายุครรภ์ 7 เดือน

อายุครรภ์ 7 เดือน

คุณแม่ตั้งครรภ์ได้ 7 เดือนแล้วอีกนิดเดียวเท่านั้นก็จะเข้าสู่ อายุครรภ์ที่ 8 และ 9 ก็จะทำให้คุณแม่ได้พบเจอเจ้าตัวน้อยแล้วแต่คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมต่างๆที่อาจจะทำส่งผลอันตรายต่อคุณแม่และดูแลสุขภาพตัวเอง ซึ่งถ้าหากว่าคุณแม่กำลังมีพฤติกรรมการอั้นปัสสาวะอยู่ควรหยุดด่วนและไม่ควรอั้นปัสสาวะเป็นอย่างยิ่งเมื่ออายุครรภ์ 7 เดือน

เพราะอะไรถึงไม่ควรอั้นปัสสาวะ

เพราะยิ่งอายุครรภ์มากขึ้นเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้นเท่านั้นค่ะ เป็นธรรมดาที่จะขี้เกียจเดินบ่อย ๆ เลยอั้นเอาไว้ซะเลย ซึ่งรู้ไหมว่าเป็นวิธีที่ไม่ดีเลยค่ะ เสี่ยงต่อการเป็นโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบด้วย คุณแม่จะปวดท้องตลอดเวลา ปวดปัสสาวะบ่อยเกินจำเป็นแถมยังทำให้ ปล่อยออกไม่สุดด้วยค่ะ มันเหมือนยังคาราคาซังเมื่อเป็นแล้วจะนำไปสู่การติดเชื้อได้ด้วยค่ะ เริ่มจากมีไข้สูงเนื่องจากการอักเสบลามไปถึงไต ฉะนั้นหากไม่อยากเป็นโรคทางเดินปัสสาวะ ห้ามอั้นเด็ดขาดหากว่าเดินไม่ไหว ให้ใช้แพทเพิทสำหรับผู้ใหญ่ค่ะซึ่งจะช่วยได้เยอะเลยเพียงแค่หมั่นเปลี่ยนบ่อย ๆ เพื่อสุขอนามัยที่ดีเท่านั้นเอง

วิธีการแกไข

ถ้าหากรู้ว่าในตอนกลางคืนจะมีการเข้านอนก็ไม่ควรที่จะรับประทานน้ำดื่มเป็นจำนวนมากก่อนนอนหลับเพราะว่าอาจจะส่งผลต่อคุณแม่ได้และทารกได้เนื่องมาจากการกั้นปัสสาวะที่จะทำให้ท่อปัสสาวะอักเสบและเป็นโรคอื่นๆตามมาอีกเมื่อเชื้อลามเข้าไปสู่ตัวทารกภายในครรภ์ ดังนั้นเมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ 7 เดือนไม่ควรอั้นปัสสาวะเด็ดขาด

 

อายุครรภ์ 8 เดือน

อายุครรภ์ 8 เดือน

การรับประทานอาหารนับเป็นเรื่องที่ดีเมื่อมีอายุครรภ์ที่มากเพราะได้รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่แต่รู้บ้างไหมว่าอายุครรภ์ 8 เดือนจะเสี่ยงให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้เรียกโรคท็อกโซพลาสโมซิส ซึ่งเกิดจากการับประทานอาหารที่ผิดธรรมชาติหรือสุกๆดิบควรห้ามเด็ดขาด เพราะคุณแม่ตั้งครรภ์จะมีภูมิคุ้มกันที่ต่ำ ซึ่งเราจะมาดูกันว่าโรคแทรกซ้อนนั้นเกิดจากอะไรบ้าง

โรคที่เกิดจากการรับประทานอาหารสุกๆดิบๆ

โรคนี้เกิดจากการทานอาหารที่ไม่สุกค่ะ คุณแม่บางคนชอบทานอาหารญี่ปุ่นพวกซาซิมิคิดว่าคงไม่เป็นอันตรายอะไร แต่จริง ๆ แล้วเนื้อดิบ ๆเหล่านั้นอาจจะแฝงเชื้อโรคนี้อยู่ เมื่อเป็นแล้วอาจจะทำให้ทารกในครรภ์มีอาการผิดปกติทางสมองและร่างกายได้ และหากติดเชื้อมาก ๆ อาจจะถึงแก่ชีวิตได้ค่ะ โรคนี้จะไม่แสดงอาการมากเหมือนแค่เป็นไข้ตามปกติเท่านั้น แต่จะเริ่มออกอาการผื่นคันหลังจากติดเชื้อแล้ว 3 อาทิตย์ หากว่าคุณแม่ท่านไหนเข้าข่ายของทานของดิบล่ะก็ ควรจะไปตรวจเลือดหาเชื้อโรคตัวนี้ค่ะ และควรหลีกเลี่ยงเลิกทาน

การแก้ไขและดูแล

คุณแม่ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และควรมีการปรุงอาหารให้สุกเต็มที่เพราะป้องกันโรคแทรกซ้อนและเชื้อโรคต่างๆที่ตามมาเพราะคุณแม่จะมีอาการติดเชื้อต่างๆได้ง่ายและยิ่งเป็นอายุครรภ์ 8 เดือน ใกล้คลอดย่อมเสี่ยงต่อมีโรคแทรกซ้อนต่างๆเกิดขึ้นมาได้ระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นควรดูแลสุขภาพให้ดีๆและป้องกันโรคที่เกิดจากการการรับประทานอาหารสุกๆดิบๆ

 

อายุครรภ์ 9 เดือน

อายุครรภ์ 9 เดือน

 

เดือนสุดท้ายของคุณแม่ในช่วงนี้คุณแม่ควรที่จะเตรียมตัวในหลายๆเรื่องไม่ว่าจะเป็นการเตรียมตัวสำหรับทารกน้อยการเตรียมตัวความพร้อมสำหรับคุณแม่ในการคลอดบุตร การฝึกหายใจต่างๆ เพื่อที่จะได้มีสุขภาพที่แข็งแรงและสามารถคลอดทารกน้อยออกมาได้อย่างไม่มีอุปสรรคมากนัก ซึ่งเราจะมาดูกันว่าอายุครรภ์ 9 เดือนควรจะมีอะไรบ้าง

การเตรียมตัวบริหารร่างกาย

เดือนสุดท้ายแห่งการตั้งครรภ์สำหรับคุณแม่แล้วควรจะเตรียมฝึกคลอดเอาไว้ค่ะ ทั้งเรื่องการหายใจและการบริหารร่างกายเพื่อให้พร้อมในการคลอดมากที่สุด สำหรับของใช้นั้นควรเตรียมผ้าอนามัยหรือไม่ก็แพมเพิลผู้ใหญ่เอาไว้รองรับเลือดที่ไหลออกมาหลังจากการคลอด ที่ปั้มน้ำนม ผ้าขนหนูสะอาด ผ้าอ้อมสำหรับทารก กระเป๋าใส่น้ำร้อน และอาหารบำรุงร่างกายสำหรับคุณแม่ค่ะ เพราะหลังจากนี้คุณแม่มือใหม่จะต้องให้นมลูกน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลก ฉะนั้นอาหารที่เสริมเกี่ยวกับการผลิตน้ำนมจึงจำเป็นมาก

วิธีการบริหารร่างกาย

การบริหารร่างกายเมื่ออายุครรภ์ 9 เดือนนั้นก็เป็นไปได้ยากแต่สามารถทำได้ ด้วยการเดินเบาๆช้าๆเอาเท่าที่คุณแม่เดินไหวไม่ควรนอนอยู่ทุกวันเฉยๆเพราะจะทำให้เลือดไม่ไหลเวียนและมีอาการหน้ามืดระหว่างคลอดและเบ่งคลอดยากควรจะมีการฝึกเดินช้าๆ เดินเท่าที่สบายใจและทำได้จะช่วยในการให้เลือดไหลเวียนและไม่ส่งผลทำให้ คุณแม่มีภาวะกดดันและความเครียดต่างๆอันเนื่องมาจากการนอนอยู่กับที่ไม่ได้ไปไหนมาไหน และถ้าหากตอนนอนมีอาการปวดท้องมากก็ควรที่จะปรึกษาแพทย์เพราะช่วงนี้เป็นช่วงใกล้คลอดอาจจะเกิดอันตรายได้

คุณแม่สามารถศึกษาอาการต่างๆระหว่างอายุครรภ์ได้ โดยเรารวบรวมข้อมูลนับตั้งแต่การตั้งครรภ์ 1 เดือน อายุครรภ์ 1 เดือนแรกจนถึง อายุครรภ์เดือนที่ 2 – 9 และวิธีการดูแลสุขภาพ