Home / การตั้งครรภ์ / ภาวะครรภ์เป็นพิษระหว่างการตั้งครรภ์

ภาวะครรภ์เป็นพิษระหว่างการตั้งครรภ์




ภาวะครรภ์เป็นพิษระหว่างการตั้งครรภ์

ภาวะครรภ์เป็นพิษนับว่าเป็นอันตรายอย่าหนึ่งซึ่งสามารถทำให้สูญเสียชีวิตได้ และยังทำให้เป็นโรคที่ร้ายแรงได้อีกด้วย ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้ร้อยละ 5 – 10 ซึ่งส่วนใหญ่นั้นคุณแม่จะไม่รู้ตัวถ้าหากไม่มีการฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นควรมาศึกษาเกี่ยวกับภาวะครรภ์เป็นพิษว่ามีอาการอย่างไรและเกิดจากอะไรสามารถรักษาได้ด้วยอะไรเรามาดูกัน

สาเหตุของการเกิด

สาเหตุของการเกิดนั้นยังหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้ ซึ่งได้เคยมีบันทึกว่าภาวะครรภ์เป็นพิษ นักปราชญ์ชาวกรีกและแพทย์ได้กล่าวว่า เกิดจากความไม่สมดุลของธาตุต่างๆในร่างกายจึงก่อให้เกิด น้ำคั่ง และเหตุการณ์นี้เกิดจากมดลูก ซึ่งทำให้มีทำร้ายต่อ กระเพราะ ม้าม ปอด และตับ ซึ่งในปัจจุบันนี้ได้มีตรวจสอบและตรวจหาอย่างแน่ชัดแล้ว จึงได้ข้อสรุปว่า การที่ครรภ์เป็นพิษนั่นเกิดจากสาเหตุที่ไม่แน่ชัด มีเพียงแค่การเดาเพียงเท่านั้น และบางคนเชื่อว่า รกทำงานผิดปกติจึงหลั่งสารออกมากระตุ้นหลอดเลือดให้เกิดการหดตัว และทำให้ความดันโลหิตสูง  แต่การเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษนั้นจะเกิดมาการมีครรภ์ ซึ่งถ้าหากว่าไม่เกิดการตั้งครรภ์จะไม่เกิดภาวะ

อันตรายของภาวะครรภ์เป็นพิษ

1.ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงของภาวะครรภ์เป็นพิษนั้นจะพบโปรตีนรั่วออกมาปนในปัสสาวะ ซึ่งความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนนั้นจะรุนแรงขึ้นตามลำดับและจะมีตั้งแต่เล็กน้อยขึ้นไปซึ่งอาจจะเกิดจนถึงขนาดชักจนหมดสติ และมีการซีดจากการที่เม็ดเลือดแดงแตก เกล็ดเลือดต่ำ และทำให้การทำงานของตับผิดปกติ มีเลือดออกมากกว่าปกติ จนทำให้เสียชีวิตทั้งเด็กที่อยู่ในครรภ์และคุณแม่ด้วย ซึ่งปกติแล้วครรภ์เป็นพิษจะสามารถวินิจฉัยโรคได้เมื่อวัดความดันโลหิตคลายตัวจะวัดได้ 90มิลลิเมตรปรอท และวัดขณะบีบตัวได้ 140 มิลลิเมตรปรอท

2.ไม่รู้ว่าเป็นภาวะครรภ์เป็นพิษ คุณแม่บางรายไม่มีการฝากครรภ์ที่สม่ำเสมอจนไม่รู้ตนเองว่าเป็นภาวะครรภ์เป็นพิษ วึ่งจะไม่รู้สึกอะไรจนกระทั่งภาวะนี้แสดงออกการออกมาอย่างรุนแรง จนกระทั่งอาจจะทำให้เสียชีวิตจากภาวะครรภ์เป็นพิษได้ ซึ่งอากรของโรคนั้นจะมีสัญญาณเตือนบอกก่อนโดยคุณแม่อาจจะไม่ได้สนใจ ซึ่งการแสดงอาการในเริ่มแรกก่อนที่โรคจะรุนแรงนั้นมีดังนี้

1.น้ำหนักเพิ่มขึ้นไม่กี่วัน มีการทำงานของไตที่ผิดปกติมีการรั่วไหลของโปรตีนออกมาจากปัสสาวะ และปัสสาวะออกน้อยมาก

2.มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ตาพร่ามัว และสมองบวม เลือดออกในสมอง ปวดศีรษะรุนแรงเนื่องมาจากว่าความดันในกะโหลกศีรษะเยอะขึ้นมาก

3.มีอากาหายใจลำบากเหนื่อยหอบ ไม่สามารถนอนราบได้ เพราะมีอาการน้ำท่วมปอด

4.เจ็บบริเวณลิ้นปี่ที่อยู่ชายซี่โครงด้านขวา ซึ่งอาจะมีเลือดออกในตับหรือตับมีลักษณะที่โตขึ้น

ซึ่งถ้าหากว่ามีอาการครรภ์เป็นที่รุนแรงมากทารกจะได้รับผลกระทบไปด้วยไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาและอวัยวะต่างๆอาจจะทำให้ทารกเสียชีวิตได้เหมือนกัน
วิธีการรักษาภาวะครรภ์เป็นพิษ

1.การรักษาครรภ์เป็นพิษนั้นสามารถทำได้ถ้าหากตรวจพบแต่เนิ่น ซึ่งคุณแม่หลายๆคนที่ไม่พบนั้นเพราะว่าไม่ได้มีการฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอจึงทำให้ไม่สามารถตรวจได้ ซึ่งในระหว่างการฝากครรภ์นั้นแพทย์จะทำการตรวจสอบและสอบถามประวัติการตั้งครรภ์ และเคยมีภาวะครรภ์เป็นพิษและมีโรคประจำตัวใดบ้างๆ ไม่ว่าจะเป็นการวัดน้ำหนัก วัดความดันโลหิต และตรวจสอบปัสสาวะเพื่อหาโปรตีนที่ไหลรั่วต่างๆ ซึ่งแพทย์ต้องศึกษาอย่างระเอียดไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบ อัลตร้าซาวด์เพื่อดูพัฒนาการทารกในครรภ์ และตรวจสอบอัตราการเต้นของหัวใจ การหดรัดของมดลูก ซึ่งถ้าหากมีการฝากครรภ์และตรวจอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดอาการอันตรายจากภาวะครรภ์เป็นพิษ

2.รักษาภาวะครรภ์เป็นพิษด้วยการคลอด การรักษานั้นสามารถรักษาได้ด้วยการให้คลอด การให้ยาลดความดันโลหิต และใช้ยาป้องกันการเกิดการชัก ซึ่งการคลอดนั้นต้องมีการพิจารณาอายุครรภ์ ซึ่งวิธีการคลอดนั้นสามารถใช้ได้กับผู้ที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษไม่รุนแรงแต่ถ้าหากว่ามีอาการรุนแรงจะต้องพิจารณาการคลอดโดยอาศัยชีวิตแม่เป็นสิ่งสำคัญกว่าลูก ซึ่งการคลอดนั้นไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดหรือการคลอดทางธรรมชาติ แพทย์จะวินิจฉัย ซึ่งถ้าหากว่ามีอายุครรภ์ที่น้อยและออกมาจะเป็นการคลอดก่อนกำหนดแพทย์จะมียาให้เพื่อช่วยพัฒนาส่วนต่างของร่างกาย

วีธีการป้องกัน

ในปัจจุบันยังไม่สามารถป้องกันได้เพราะภาวะครรภ์เป็นพิษนั้นเกิดขึ้นมาเนื่องจากมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นมาซึ่งถ้าหากว่ามีครรภ์เป็นพิษเคยมีแหล่งข่าวบอกมาว่า งดรับประทานอาหารที่มีเกลือสามารถช่วยได้ แต่ใสนความเป็นจริงแล้วการรับประทานอาหารที่ไม่มีเกลือก็ไม่สามารถช่วยอะไรและการรับประทานอาหารเสริม ไม่ว่าจะเป็น กระเทียม น้ำมันปลา สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินC และ วิตามินE ก็ยังไม่สามารถรักษาภาวะครรภ์เป็นพิษแต่อย่างใด ดังนั้นคุณแม่ควรที่จะปรึกษาแพทย์และตรวจสอบเข้ารับการฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอเพื่อชีวิตที่ดีต่อตัวคุณแม่และลูกน้อย