Home / การตั้งครรภ์ / ความเครียดของคุณแม่ทำร้ายลูกระหว่างการตั้งครรภ์

ความเครียดของคุณแม่ทำร้ายลูกระหว่างการตั้งครรภ์




รู้บ้างไหม ว่าความเครียดของคุณแม่ไม่ได้ส่งผลแค่ต่อตัวคุณแม่เท่านั้น เพราะความเครียดมันส่งผลหลายๆอย่างต่อลูกที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาการทารกในครรภ์ ซึ่งถ้าหากว่าคุณแม่รักลูกก็ไม่ควรที่จะเครียดเพราะความเครียดนั้นส่งผลหลายอย่างต่อคุณลูกและสิ่งที่แย่นั่นคือการคลอดก่อนกำหนดหรือการแท้งอันเนื่องมาจากความเครียด ซึ่งเราจะมาดูกันว่าจะรับมือแก้ไขปัญหาความเครียดได้อย่างไร และถ้าหากว่าคุณแม่เครียดจะส่งผลต่อตัวคุณแม่และลูกอย่างไรบ้าง

ความเครียดส่งผลต่อเด็กในครรภ์อย่างไร

1.ส่งผลต่อการพัฒนาการ ถ้าหากว่าคุณแม่มีความเครียดสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือการส่งเสริมพัฒนาการทารกในครรภ์ถดถอยลงเพราะในระหว่างที่คุณแม่เครียดจากผลการวิจัยต่างๆจะทำให้คุณแม่รับประทานอาหารได้น้อยลงและจะส่งผลทำให้การพัฒนาการของลูกถดถอยทั้งสารอาหารและร่างกายของคุณแม่ทรุดโทรมอีกด้วย

2.ส่งผลด้านพัฒนาการสมอง อันแน่นอนว่าเมื่อคุณแม่เครียดจะมีการหลั่งสารความเครียดออกมา โดยสารเหล่านี้จะไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อคุณแม่เท่านั้นยังส่งผลต่อลูกโดยตรงให้ได้รับสารนี้เข้าไปทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ล่าช้าและเกิดมาจะเป็นคนสมาธิสั้น มีความเครียดบ่อย งอแง เลี้ยงยาก และเป็นเด็กที่มีอารมณ์ขี้หงุดหงิด เพราะความเครียดที่ได้รับจากคุณแม่

3.ส่งผลทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนด การคลอดก่อนกำหนดนั้นนับว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีแต่ถ้าหากเกิดแล้วก็ยังหาวิธีป้องกันได้ แต่ทางที่ดีไม่ควรให้เกิดจะดีที่สุด เพราะจะส่งผลตามมาหลายๆอย่างทั้งเรื่องการมาปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมข้างนอก

4.การแท้ง ความเครียดเป็นต้นตอของการแท้งได้ เนื่องจากลูกจะอยู่ในสภาวะอ่อนแอและในบางรายคุณแม่อาจจะมีรกเกาะต่ำอยู่แล้วก็ยิ่งส่งผลกระทบทำให้เกิดการแท้งเกิดขึ้นที่สุด

สาเหตุที่ทำให้คุณแม่เครียด และวิธีแก้ปัญหา

ในส่วนใหญ่แล้วคุณแม่จะมีปัญหาบางประการที่พบเจอได้บ่อยและมีความเครียดซึ่งส่งผลต่อเด็กทารกภายในครรภ์ ดังนั้นเราจะมาดูกันว่าสาเหตุส่วนใหญ่ล้วนเกิดมาจากกอะไรและวิธีแก้ไขความเครียดที่เกิดขึ้นนั้นจะสามารถทำได้อย่างไร

1.การท้องก่อนวัยอันควร เกิดจากคุณแม่มีความกลัวอันเนื่องมาจากการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรและยังไม่พร้อมที่จะมีบุตรก็จะเกิดความคิดหลายอย่าง รวมถึงสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการทำแท้ง ดังนั้น ถ้าหากเกิดการตั้งครรภ์มาแล้วไม่ต้องกังวลใดๆเพราะว่าความกังวลนั้นจะยิ่งทำให้ร่างกายทรุดโทรมลองแก้ไขปัญหาโดยการคุยกับผู้ใหญ่ดูเพราะผู้ใหญ่สามารถรับฟังได้อยู่แล้ว

2.กังวลว่าจะดูแลยาก เกิดจากความวิตกกังวลว่าจะดูแลและเลี้ยงลูกอย่างไร ในความจริงแล้วปัญหาทุกอย่างมีทางออก ดังนั้นคุณแม่ไม่ควรกังวลใจกับเรื่องนี้เพราะการดูแลในสมัยนี้ไม่ยากลำบากเสียเท่าไหร่ คุณแม่ลองเปลี่ยนมาคิดว่า ทำจิตใจให้สงบและพร้อมรับมือกับปัญหาที่จะเกิดคุณแม่ก็จะได้มีเจ้าตัวน้อยที่แสนจะน่ารักและมีสุขภาพแข็งแรง

และอีกปัจจัยอื่นๆ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้นับว่าเป็นปัจจัยหลักๆ ที่จะทำให้ ส่งผลต่อการพัฒนาการทารกภายในครรภ์ ดังนั้นคุณแม่ควรหาอย่างอื่นทำหรือว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อที่จะไม่ทำให้เกิดความเครียดและส่งผลต่อทารกภายในครรภ์